หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปรับBlog

 

  • ปรับBlog
  • 1.เพิ่มเติมในส่วนสรุปการสะท้อนคิดของชิ้นงาน
  • 2.เพิ่มเติมแหล่งที่มาเพราะส่วนใหญ่เป็นไฟล์รายงาน
  • 3.เพิ่มเติมในการเป็นที่ปรึกษา Blog 
  • 4.เพิ่มเติมแถบหัวข้อด้านบนเพื่อสะดวกต่อการค้นหางาน

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ที่ปรึกษา Blog

 ที่ปรึกษา Blog เพื่อนรุ่น 2

1. ชื่อบล็อก 66_121 มนัสนันท์ :การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ที่อยู่ BLOG                https://childcase66121.blogspot.com
2.ชื่อบล็อก 66_122 สุนิศา :การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ที่อยู่ BLOG https://childcase66122.blogspot.com
3.ชื่อบล็อก 66_218 สิรีรัตน์ :การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ที่อยู่ BLOG https://childcase66218.blogspot.com
4.ชื่อบล็อก 66_224 ธัญวรัตม์ :การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ที่อยู่ BLOG https://childcase66224.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

พูดคุยปรับปรุง blogger

 

24 มกราคม 2569


31 มกราคม 2569


สรุปสะท้อนคิด
     จากการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุง Blogger ทำให้ได้เรียนรู้การรับฟังข้อเสนอแนะและนำมาพัฒนาผลงานของตนเองให้มีความเหมาะสมและเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น การปรับปรุง Blogger ช่วยให้เนื้อหามีความชัดเจน เข้าถึงง่าย และสามารถสะท้อนกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของตนเองได้อย่างเป็นระบบ

ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนและการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ




วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

การประเมินจากผู้เข้าเยี่ยมชม*

 แบบประเมินBlogger

ผู้ร่วมประเมินจำนวน 5 ท่าน

นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยชั้นปีที่ 3




แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: ความครบถ้วนของเนื้อหา จำนวนคำตอบ: คำตอบ 5 ข้อ
แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: ความถูกต้องสมบูรณ์ จำนวนคำตอบ: คำตอบ 5 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: ความเข้าใจในบทเรียน จำนวนคำตอบ: คำตอบ 5 ข้อ
แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: ความคิดวิเคราะห์และการนำไปประยุกต์ใช้
 จำนวนคำตอบ: คำตอบ 5 ข้อ
แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: ความเรียบร้อยและรูปแบบของงาน
 จำนวนคำตอบ: คำตอบ 5 ข้อ
แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: การใช้เทคโนโลยีในการทำงานออนไลน์
 จำนวนคำตอบ: คำตอบ 5 ข้อ
แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: การสื่อสารและการนำเสนอผลงาน
 จำนวนคำตอบ: คำตอบ 5 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: ความรับผิดชอบต่อหน้าที่
 จำนวนคำตอบ: คำตอบ 5 ข้อ

จากผลการประเมินทั้ง 8 ด้าน พบว่าคะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ในช่วงประมาณ

4.8 – 5.0 จาก 5 คะแนน 

สะท้อนให้เห็นว่า ผลงานมีคุณภาพในระดับดีเยี่ยม ทั้งในด้านเนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยี การนำเสนอ และความรับผิดชอบ ผู้เรียนสามารถเข้าใจบทเรียนได้อย่างชัดเจน มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง





วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569

ทะเบียนคุมชิ้นงาน*

 ทะเบียนคุมชิ้นงาน

ชื่อ นางสาวนันทิดา สมหมาย รหัสนนักศึกษา 66121860106

https://drive.google.com/file/d/1b9pRDUPwvPAMxBzOJ2uZqterFkWg9lpI/view?usp=drivesdk


สรุปสะท้อนคิด

     การทำทะเบียนคุมชิ้นงานช่วยให้สามารถติดตามผลงานของตนเองได้อย่างเป็นระเบียบ รู้ว่างานชิ้นใดทำเสร็จแล้ว งานชิ้นใดอยู่ระหว่างดำเนินการ และงานชิ้นใดต้องปรับปรุงแก้ไข ส่งผลให้สามารถบริหารเวลาได้ดีขึ้น ลดการหลงลืมงาน และทำให้งานมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังทำให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อตนเอง เพราะการบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอช่วยกระตุ้นให้ตั้งใจทำงานให้เสร็จตามกำหนด และเห็นพัฒนาการของตนเองได้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถนำประสบการณ์จากการใช้ทะเบียนคุมชิ้นงานไปปรับใช้ในการเรียนและการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ





หน้าแรก


ประวัติผู้ศึกษา

ชื่อ นางสาวนันทิดา สมหมาย ชื่อเล่น แทน
เกิด 16 สิ่งหาคม 2547 อายุ 21 ปี 5 เดือน
ส่วนสูง 161 น้ำหนัก 45
ที่อยู่ 15/16 บ้านดวนใหญ่ ตำบล ดวนใหญ่ อำเภอ วังหิน จังหวัด ศรีสะเกษ
รหัสนักศึกษา 66121860106
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
คณะครุศาสตร์
ราชภีฏสุรินทร์

ความคาดหวังในการเรียนรายวิชานี้

ข้าพเจ้าคาดหวังว่าจะได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยในแต่ละด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมถึงสามารถเลือกใช้เครื่องมือประเมินได้อย่างเหมาะสมกับช่วงวัย อีกทั้งสามารถนำผลการประเมินไปวางแผนพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังคาดหวังว่าจะได้ฝึกทักษะการสังเกต การบันทึกข้อมูล และการวิเคราะห์พัฒนาการเด็ก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นครูปฐมวัยที่มีคุณภาพในอนาคต

การวางแผนการเรียนในรายวิชานี้ 

  1. จัดตารางเวลาเรียนและทำงานออนไลน์ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดส่งงาน

  2. ศึกษาเนื้อหาล่วงหน้า และทบทวนบทเรียนทุกสัปดาห์

  3. เตรียมอุปกรณ์สำหรับการเรียนออนไลน์ เช่น อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ให้พร้อมใช้งาน

  4. ตั้งใจเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนและอาจารย์

  5. ส่งงานตรงเวลา มีความรับผิดชอบ และตรวจสอบความเรียบร้อยของงานก่อนส่ง

  6. ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเสริมความเข้าใจในบทเรียน

  7. จดบันทึกสรุปเนื้อหา เพื่อนำไปใช้ในการสอบและการฝึกปฏิบัติจริงในอนาคต


 

PORTFOLIO Sil 3*

 แฟ้มสะสมผลงาน

การฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน 3

https://drive.google.com/file/d/1l4w2ykWEVPNhYe2abN7DmHuKMGjn-LfA/view?usp=drivesdk








สรุปสะท้อนคิด

     การฝึกปฏิบัติงานระหว่างเรียน 3 เป็นประสบการณ์ที่ช่วยพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะการทำงานของตนเองอย่างรอบด้าน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานอย่างเป็นระบบ การวางแผน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งแตกต่างจากการเรียนรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ระหว่างการฝึกปฏิบัติงาน ได้ฝึกความรับผิดชอบ ความมีวินัย และการตรงต่อเวลา รวมถึงการปรับตัวให้เหมาะสมกับบริบทของสถานที่ฝึกงาน อีกทั้งยังได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของครูหรือผู้ปฏิบัติงานจริง ทำให้เกิดความเข้าใจในวิชาชีพมากยิ่งขึ้น

จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้ตระหนักถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของตนเอง ซึ่งสามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีความพร้อมต่อการประกอบวิชาชีพในอนาคต และเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวสู่การทำงานอย่างมีคุณภาพและจรรยาบรรณในวิชาชีพต่อไป


































วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

แนะนำตัว



 ดิฉันชื่อนางสาว นันทิดา สมหมาย ชื่อเล่นว่า แทน ปัจจุบันอายุ 21 ปี เกิดวันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2547 ดิฉันเป็นผู้ที่มีความตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอทั้งด้านความรู้ ความคิด และทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนและการดำเนินชีวิต

ในด้านนิสัยส่วนตัว ยิ้มง่าย ร่าเริง เคารพกฎระเบียบ มีวินัย และตรงต่อเวลา สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี เปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น และนำคำแนะนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น ดิฉันให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญทั้งในชีวิตการเรียนและการทำงานในอนาคต

สำหรับสิ่งที่ดิฉันชอบ ดิฉันชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาความคิดและศักยภาพของตนเอง ชอบทำกิจกรรมที่ใช้ความสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ นอกจากนี้ ดิฉันยังชอบใช้เวลาว่างในการพักผ่อนอย่างเรียบง่าย เช่น ฟังเพลง อ่านเรื่องราวที่ให้ข้อคิด และใช้เวลากับครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ซึ่งช่วยให้เกิดความผ่อนคลายและเป็นกำลังใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น

สำหรับการเรียนในรายวิชานี้ ดิฉันมีความคาดหวังว่าจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง หากดิฉันมีข้อบกพร่องหรือสิ่งใดที่ควรปรับปรุง ดิฉันยินดีรับคำแนะนำจากอาจารย์เพื่อนำไปพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น และจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มความสามารถค่ะ

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสในการเรียนรู้ และดิฉันยินดีอย่างยิ่งที่ได้ศึกษาในรายวิชานี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

หน่วยที่ 6 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย*

 

หน่วยที่ 6 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

1. ความสำคัญของการร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเด็ก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างครูและผู้ปกครอง เนื่องจากเด็กใช้ชีวิตอยู่ทั้งในสถานศึกษาและที่บ้าน ผู้ปกครองจึงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ช่วยเติมเต็มการประเมินของครูให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองยังช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกัน และส่งเสริมการพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกัน 

2. บทบาทของครูในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ครูมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้วางแผน ดำเนินการ และสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็ก โดยมีหน้าที่หลัก ได้แก่

  • สังเกตและบันทึกพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบในสถานการณ์จริง

  • ใช้เครื่องมือการประเมินที่หลากหลาย เช่น แบบสังเกต แบบตรวจสอบรายการ แฟ้มสะสมผลงาน และรายงานเชิงบรรยาย

  • วิเคราะห์ข้อมูลพัฒนาการเด็กในทุกด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญา

  • สื่อสารผลการประเมินแก่ผู้ปกครองอย่างสร้างสรรค์ ชัดเจน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก 

3. บทบาทของผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ผู้ปกครองมีบทบาทเป็นผู้ร่วมประเมินและสนับสนุนข้อมูลพัฒนาการของเด็ก โดยมีหน้าที่สำคัญ ได้แก่

  • ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ความสามารถ และความสนใจของเด็กในชีวิตประจำวัน

  • ร่วมสังเกตพัฒนาการของเด็กที่บ้าน และสะท้อนข้อมูลให้ครูทราบ

  • สนับสนุนการพัฒนาเด็กตามข้อเสนอแนะจากครู

  • มีส่วนร่วมในการวางแผนส่งเสริมและแก้ไขพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสม 

4. การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยควรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและคำนึงถึงพัฒนาการเชิงบวกของเด็ก โดยมีลักษณะสำคัญ คือ

  • รายงานผลตามสภาพจริง ไม่เปรียบเทียบเด็กกับผู้อื่น

  • เน้นจุดเด่น จุดที่ควรส่งเสริม และข้อเสนอแนะในการพัฒนา

  • ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับผู้ปกครอง

  • รูปแบบการรายงาน เช่น รายงานเชิงบรรยาย แฟ้มสะสมผลงาน การประชุมผู้ปกครอง หรือการพูดคุยรายบุคคล

5. การออกแบบการสื่อสารผลการประเมินพัฒนาการถึงผู้ปกครอง

การสื่อสารผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยควรออกแบบให้เกิดความเข้าใจ ความร่วมมือ และความไว้วางใจระหว่างครูกับผู้ปกครอง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • สื่อสารด้วยทัศนคติเชิงบวก เคารพศักดิ์ศรีของเด็กและครอบครัว

  • เลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม เช่น สมุดรายงาน การประชุมผู้ปกครอง หรือสื่อดิจิทัล

  • เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมเสนอแนวทางพัฒนาเด็ก

  • ใช้ผลการประเมินเป็นเครื่องมือในการวางแผนพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน



    สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน

    สรุป บทบาทของครูและผู้ปกครองในการทำงานร่วมกันเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

    บทบาทของตนเอง (ในฐานะครู)

    ครูมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้วางแผน ดำเนินการ และประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยครูทำหน้าที่สังเกต บันทึก และประเมินพฤติกรรมของเด็กจากกิจกรรมและสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง ครูเลือกใช้เครื่องมือการประเมินที่หลากหลายและเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลพัฒนาการเด็กในทุกด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญา นอกจากนี้ ครูยังมีบทบาทในการสื่อสารผลการประเมินแก่ผู้ปกครองอย่างสร้างสรรค์ ชัดเจน และเข้าใจง่าย รวมถึงนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของเด็กอย่างต่อเนื่อง

    บทบาทของผู้ปกครอง

    ผู้ปกครองมีบทบาทเป็นผู้ร่วมประเมินและสนับสนุนการพัฒนาการของเด็ก โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ความสามารถ และความสนใจของเด็กที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการสังเกตพัฒนาการของเด็กที่บ้าน และสะท้อนข้อมูลให้ครูทราบเพื่อใช้ประกอบการประเมิน นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาเด็กตามข้อเสนอแนะของครู รวมถึงสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสม

    การทำงานร่วมกันระหว่างครูและผู้ปกครอง

    การทำงานร่วมกันระหว่างครูและผู้ปกครองเป็นความร่วมมือเชิงหุ้นส่วน (Partnership) ที่มีเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งสองฝ่ายร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล รับฟังความคิดเห็น และวางแผนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างสอดคล้องกันระหว่างบ้านและโรงเรียน การสื่อสารที่เปิดเผย ต่อเนื่อง และมีทัศนคติเชิงบวก จะช่วยสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และนำไปสู่การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็ก


    แหล่งที่มา : ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต. เอกสารประกอบการสอน


ประวัติรายกรณีศึกษา*




ประวัติรายกรณีศึกษา

       ลักษณะทั่วไป
      เด็กชายชวภณ ธนะศักดากร เป็นเด็กผู้ชายวัยปฐมวัย รูปร่างสมวัย มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ใบหน้าสดใส แสดงออกถึงความร่าเริงและความเป็นมิตร จากภาพสามารถสังเกตได้ว่าเป็นเด็กที่กล้าแสดงออก มีความมั่นใจ และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

      ข้อมูลส่วนตัว

  • ชื่อ–สกุล : เด็กชายชวภณ ธนะศักดากร

  • ชื่อ–สกุล (ภาษาอังกฤษ) : Chawaphon Thanasakdakorn

  • ชื่อเล่น : เอซี

  • วันเดือนปีเกิด : 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

  • อายุ : ประมาณ 6 ปี

  • สัญชาติ : ไทย

  • เชื้อชาติ : ไทย

  • ศาสนา : พุทธ

  • ที่อยู่ปัจจุบัน : 400 หมู่ 14 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 32000

    ประวัติครอบครัว

    บิดา : นายอนุชา ธนะศักดากร

    มารดา : นางสาวจิรยาพวงงาม

    พี่ชาย : เด็กชายชวกร ธนะศักดากร

           เด็กอาศัยอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น มีสมาชิกในครอบครัวคอยดูแลใกล้ชิด และมีการทำกิจกรรมร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมครอบครัวที่เอื้อต่อการพัฒนาทางร่างกาย อารมณ์ และสังคมของเด็ก

     ประวัติด้านสุขภาพ

     เด็กชายชวภณมีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ตามวัย ไม่ปรากฏสัญญาณของโรคประจำตัวหรือความบกพร่องทางร่างกาย สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ทั้งกิจกรรมในครอบครัวและกิจกรรมในชั้นเรียน

     ความสัมพันธ์ในครอบครัว

     มีความรัก ความอบอุ่น และความใกล้ชิดระหว่างเด็กกับบิดา มารดา และสมาชิกในครอบครัว เด็กได้รับการดูแลเอาใจใส่ ส่งผลให้มีความมั่นคงทางอารมณ์ กล้าแสดงออก และมีความเชื่อมั่นในตนเอง

     ประวัติด้านการศึกษา

      ปัจจุบันเด็กชายชวภณกำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 3/10 โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ จากภาพกิจกรรมในห้องเรียน พบว่าเด็กสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม นั่งเป็นระเบียบ รับฟังครู และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ได้ดี แสดงถึงความพร้อมด้านการเรียนรู้และวินัยในตนเอง

     ประวัติด้านสังคม

     เด็กชายชวภณสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี กล้าเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน มีทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เคารพกติกาในห้องเรียน และสามารถสื่อสารกับครูและเพื่อน ๆ ได้อย่างเหมาะสมตามวัย

     ความใฝ่ฝันในอนาคต

       จากบุคลิกภาพที่ร่าเริง กล้าแสดงออก และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เด็กชายชวภณมีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นบุคคลที่มีความมั่นใจในตนเอง มีความรับผิดชอบ และสามารถพัฒนาตนเองไปสู่การประกอบอาชีพที่ตนสนใจในอนาคต เช่น อาชีพที่ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นหรืออาชีพที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัว

เทคนิคที่ใช้ศึกษาเก็บข้อมูล

การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม

เป็นวิธีการเก็บข้อมูลโดยครูหรือผู้ดูแลสังเกตพฤติกรรมของเด็กในขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เช่น การเล่น การเรียน การทำงานกลุ่ม และการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน แล้วบันทึกพฤติกรรมที่พบอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้ช่วยให้เห็นพัฒนาการที่แท้จริงของเด็กในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตามสภาพจริง

การสัมภาษณ์

เป็นการเก็บข้อมูลโดยการพูดคุย ซักถามข้อมูลจากเด็ก ผู้ปกครอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรม ความคิด ความรู้สึก พื้นฐานชีวิต และการเลี้ยงดู วิธีนี้ช่วยให้เข้าใจตัวเด็กมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่ไม่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว

การใช้แบบสอบถามหรือการประเมิน

     เป็นการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามหรือแบบประเมินพัฒนาการที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เช่น แบบประเมินพฤติกรรม แบบประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย หรือแบบสอบถามผู้ปกครอง เพื่อรวบรวมข้อมูลในเชิงปริมาณ วิธีนี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และสรุปผลพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐาน


สรุปสะท้อนคิด

      การจัดทำประวัติรายกรณีศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้ตนเองได้เข้าใจผู้เรียนอย่างลึกซึ้งและรอบด้านมากยิ่งขึ้น ผ่านการรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน สภาพแวดล้อม พฤติกรรม และพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ซึ่งทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และตระหนักว่าผู้เรียนแต่ละคนมีบริบทและความต้องการที่แตกต่างกัน

จากการศึกษาเป็นรายกรณี ทำให้ได้ฝึกทักษะการสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูล และการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการดูแล ส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล อีกทั้งยังช่วยปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการทำงานอย่างมีความเข้าใจ เมตตา และเคารพในความแตกต่างของผู้เรียน

แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolio)*

 การใช้แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolio) 

คือการเก็บรวบรวมหลักฐานการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง แฟ้มผลงานไม่ใช่ที่เก็บเศษกระดาษ แต่เป็นที่แสดงความพยายาม ความก้าวหน้า และความภูมิใจของเด็ก ครูควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกผลงาน และสะท้อนความคิดว่า "ทำไมเขาถึงชอบงานชิ้นนี้" ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการประเมินตนเอง (Self-evaluation) ตั้งแต่ยังเล็ก

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก

  1. มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหาให้สอดคล้องกับพัฒนาการและบริบทของเด็กแต่ละคน

  2. สามารถรวบรวมข้อมูลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในด้านต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน

  3. มุ่งเน้นการสะท้อนความสามารถ ศักยภาพ หรือจุดเด่นของเด็กเป็นสำคัญ

  4. เอื้อต่อการประเมินพัฒนาการเด็กในรูปแบบที่หลากหลาย

  5. เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผลงานเพื่อนำมาจัดเก็บในแฟ้ม

  6. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน

  7. จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการประเมินพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินผลในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง

  8. จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการติดตาม วิเคราะห์ และพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก

ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก

1. สำหรับเด็ก แฟ้มผลงานช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ส่งเสริมความภาคภูมิใจในความสามารถของตน และกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

2. สำหรับครู แฟ้มผลงานช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ วางแผนการจัดการเรียนรู้ และปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล

3. สำหรับผู้ปกครอง แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและพัฒนาเด็กอย่างเหมาะสม

สรุปสะท้อนคิด
     จากการศึกษาเอกสารการใช้แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolio) ทำให้เข้าใจว่าแฟ้มผลงานเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินพัฒนาการเด็กแบบองค์รวมและต่อเนื่อง สามารถสะท้อนความก้าวหน้า ความสามารถ และศักยภาพของเด็กได้อย่างชัดเจนผ่านผลงานจริง

การใช้แฟ้มผลงานยังช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง และเด็กในการติดตามและพัฒนาการเรียนรู้ ทำให้การประเมินเป็นไปอย่างมีความหมาย และสามารถนำข้อมูลจากแฟ้มผลงานไปใช้วางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้อย่างเหมาะสมกับรายบุคคล


แหล่งที่มา : ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต. (2567). เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย [เอกสารประกอบการบรรยาย]. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.

แบบทดสอบ (Testing)*

 การใช้แบบทดสอบ (Testing) 

แม้เด็กปฐมวัยจะไม่เหมาะกับการสอบแข่งขัน แต่การใช้แบบทดสอบ (ทั้งแบบครูสร้างเองที่เป็นเกม/กิจกรรม และแบบทดสอบมาตรฐาน) ยังจำเป็นสำหรับการ "คัดกรอง" และ "ตรวจสอบความพร้อม" เพื่อดูว่าเด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเกณฑ์หรือไม่ หรือต้องการการส่งเสริมด้านใดเป็นพิเศษ ครูต้องระมัดระวังเรื่องบรรยากาศการทดสอบที่ไม่ควรทำให้เด็กเกิดความเครียด

ประเภทของแบบทดสอบ

แบบทดสอบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made Test)
    เป็นแบบทดสอบที่ครูจัดทำขึ้นเพื่อมุ่งวัดผลการเรียนรู้จากการจัดการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของบทเรียนเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและผู้เรียนในชั้นเรียน

  2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard Test)
    เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผลโดยเฉพาะ โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางที่ใช้ร่วมกันในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้ผลการประเมินมีมาตรฐานและสามารถเปรียบเทียบได้

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

  1. พิจารณาความจำเป็นของการทดสอบ รวมถึงจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการทดสอบให้ชัดเจน

  2. พิจารณาลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ เพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม โดยควรวิเคราะห์จุดเด่นและข้อจำกัดของแบบทดสอบอย่างรอบคอบ เพื่อสื่อความหมายและตีความผลการทดสอบแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างระมัดระวัง

  3. พิจารณาคุณภาพของแบบทดสอบในด้านความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรง

  4. พิจารณาความเหมาะสมของแบบทดสอบกับสภาพแวดล้อมและบริบทใกล้ตัวเด็ก

พิจารณาความเหมาะสมและความสะดวกในการนำแบบทดสอบไปใช้จริง


           ตัวอย่าง แบบทดสอบ 

           แบบทดสอบเลือกคำตอบทางคณิตศาสตร์ 

                                
                                                      แบบทดสอบตั้งคำถามทางภาษาไทย 



                                                      แบบทดสอบการวาดภาพทางภาษาไทย 

สรุปสะท้อนคิด
            การใช้แบบทดสอบในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ครูเข้าใจความพร้อมและพัฒนาการของเด็ก แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนา ไม่ใช่ตัดสินคุณค่าเด็ก แบบทดสอบมีทั้งที่ครูสร้างขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐาน รวมถึงมีหลายรูปแบบ เช่น การทดสอบทางวาจา ข้อเขียน และการปฏิบัติ ซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

แหล่งที่มา : ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต. (2567). เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย [เอกสารประกอบการบรรยาย]. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.

สารนิทัศน์ *

 การใช้สารนิทัศน์ (Documentation) 

เป็นกระบวนการรวบรวมหลักฐานพฤติกรรมและการเรียนรู้เพื่อนำมาวิเคราะห์และเผยแพร่ เช่น การใช้ภาพถ่ายสะท้อนข้อมูล (Photo Reflection) การจดบันทึกคำพูด (Transcription) และการนำเสนอผลงานผ่านบอร์ดนิทรรศการ สารนิทัศน์ช่วยทำให้กระบวนการเรียนรู้ที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ (Making learning visible) ทั้งต่อตัวเด็กเอง เพื่อน พ่อแม่ และผู้บริหาร

กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์

1. การเตรียมความพร้อม

  1. รวบรวมวัสดุ อุปกรณ์ และสื่อที่จำเป็นต่อการจัดทำสารนิทัศน์
  2. กำหนดเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์ให้ชัดเจน
  3. วางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และเตรียมความพร้อมเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ

2. การรวบรวมข้อมูล

  1. บันทึกข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง และการมีปฏิสัมพันธ์
  2. บันทึกภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก
  3. รวบรวมผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
  4. รวบรวมข้อมูลหรือหลักฐานจากการสะท้อนตนเองของเด็กและครูเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้

3. การจัดแสดงสารนิทัศน์

  1. จัดแสดงข้อมูลและผลงานอย่างเป็นระบบ มีความสวยงามและน่าสนใจ
  2. จัดรูปแบบการนำเสนอในลักษณะคล้ายการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง สามารถเห็นพัฒนาการและกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างชัดเจน

ประเภทของสารนิทัศน์

  1. สารนิทัศน์การบรรยายประสบการณ์
    เป็นการเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

  2. สารนิทัศน์การสังเกตพัฒนาการ
    เป็นการบันทึกผลการสังเกตพัฒนาการของเด็กในด้านต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ

  3. สารนิทัศน์แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
    เป็นการรวบรวมผลงานที่เด็กสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าและศักยภาพของเด็ก

  4. สารนิทัศน์ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม
    เน้นการนำเสนอผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กทั้งในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม

  5. สารนิทัศน์การสะท้อนตนเอง
    เป็นการบันทึกการสะท้อนความคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้

    สรุปสะท้อนคิด

         จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการใช้สารนิทัศน์ (Documentation) ทำให้เข้าใจว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบันทึกกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบ สามารถสะท้อนความคิด การลงมือปฏิบัติ และความก้าวหน้าของเด็กได้อย่างชัดเจน

    การใช้สารนิทัศน์ช่วยให้ครูสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน อีกทั้งยังเป็นสื่อกลางในการสื่อสารพัฒนาการของเด็กให้ผู้ปกครองเข้าใจมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง


    แหล่งที่มา : ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต. (2567). เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย [เอกสารประกอบการบรรยาย]. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.

การทำสังคมมิติ*

 

การทำสังคมมิติ (Sociogram) 

     เครื่องมือนี้ใช้ประเมินความสัมพันธ์ทางสังคมในกลุ่ม ทำให้ครูทราบว่าใครเป็นจุดเด่น ใครชอบแยกตัว หรือใครเป็นคู่หูที่เล่นด้วยกันบ่อยๆ นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะ (เช่น ใครเอ่ยช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?) และ การสร้างภาพทางสังคม(เช่น ถ้าเลือกเพื่อนมานั่งข้างๆ ได้ หนูจะเลือกใคร?) ข้อมูลที่ได้จะนำมาเขียนเป็นแผนผังความสัมพันธ์เพื่อจัดกิจกรรมเสริมทักษะสังคม 

เครื่องมือสังคมมิติ

เครื่องมือสังคมมิติเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก โดยนิยมใช้วิธีการหลัก 2 วิธี ดังนี้

1. การทายลักษณะ

เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้เด็กสะท้อนความคิดเห็นหรือการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น ตัวอย่างคำถาม เช่น

  • “ใครเอ่ย…?”

  • “ใครเอ่ย หวงของเล่น?”

  • “ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของอยู่เสมอ?”

2. การสร้างภาพทางสังคม

เป็นการตั้งสถานการณ์สมมติ เพื่อให้เด็กแสดงความคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตัวอย่างคำถาม เช่น

  • “ถ้า…… หนูจะ……?”

  • “ถ้าหนูสามารถเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้าง ๆ ได้ หนูจะเลือกใคร?”


    ตัวอย่าง การทำสังคมมิติ



    สรุปสะท้อนคิด
                สังคมมิติ (Sociogram) เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมิน ความสัมพันธ์ทางสังคมของสมาชิกในกลุ่ม โดยเฉพาะในห้องเรียนระดับปฐมวัย เพื่อแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก เช่น การยอมรับ การเลือกคบ และบทบาทของเด็กแต่ละคนในกลุ่ม ซึ่งสะท้อนโครงสร้างทางสังคมของห้องเรียนได้อย่างชัดเจน

    แหล่งที่มา : ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต. (2567). เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย [เอกสารประกอบการบรรยาย]. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.

ปรับBlog

  ปรับBlog 1.เพิ่มเติมในส่วนสรุปการสะท้อนคิดของชิ้นงาน 2.เพิ่มเติมแหล่งที่มาเพราะส่วนใหญ่เป็นไฟล์รายงาน 3.เพิ่มเติมในการเป็นที่ปรึกษา Blog  ...