หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568

การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินและพัฒนาผู้เรียน *

 

การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินและพัฒนาผู้เรียน




ข้อมูลส่วนตัว
1. ชื่อ - สกุล เด็กชาย ชวภณ ธนะศักดากร
2. ชื่อ-สกุล Chawaphon Thanasakdakorn
3. ชื่อเล่น เอซี
4. รหัสประจําตัวนักเรียน -
5. รหัสประจําตัวประชาชน -
6. รหัสประจําบ้าน -
7. วัน/เดือน/ปี เกิด 20 พฤศจิกายน 2562
8. ที่อยู่ปัจจุบัน 400 ม.14 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
9. สัญชาติ ไทย เชื้อชาติ ไทย นับถือศาสนา พุทธ
10. ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3/10โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์
11. ชื่อ - สกุล บิดา นายอนุชา ธนะศักดากร
12. ชื่อ - สกุล มารดา นางสาวจิรยาพวงงาม

ข้อมูลพัฒนาการ 4 ด้าน

ด้านร่างกาย
เด็กมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การเจริญเติบโตเป็นไปตามเกณฑ์อายุ น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในระดับเหมาะสม สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่วและมีความสัมพันธ์กันของอวัยวะ เช่น การวิ่ง การกระโดด การทรงตัว และการเคลื่อนไหวตามจังหวะ นอกจากนี้ เด็กมีพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่เหมาะสม สามารถจับดินสอ วาดภาพ ระบายสี ตัดกระดาษ และทำกิจกรรมที่ต้องอาศัยความละเอียดได้ดี เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ เช่น รับประทานอาหาร แต่งกาย เข้าห้องน้ำ และดูแลสุขอนามัยของตนเองได้ตามวัย

ด้านอารมณ์และจิตใจ
เด็กสามารถรับรู้และแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสม มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก และมีความภูมิใจในผลงานของตนเอง เด็กสามารถแสดงความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ หรือเสียใจได้อย่างเหมาะสม เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ เด็กสามารถควบคุมอารมณ์และปรับตัวได้ในระดับหนึ่ง โดยยังต้องได้รับการดูแลและคำแนะนำจากครูเป็นครั้งคราว

ด้านสังคม
เด็กมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้อย่างเหมาะสม ปฏิบัติตามกติกาและข้อตกลงของกลุ่ม รู้จักการรอคอย การแบ่งปัน และการช่วยเหลือผู้อื่น เด็กมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เช่น การเก็บของเล่น การดูแลอุปกรณ์การเรียน และการเข้าร่วมกิจกรรมของห้องเรียน สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ดี

ด้านสติปัญญา
เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร สามารถพูดเป็นประโยคและเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มีความสนใจในการเรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรมในห้องเรียน อย่างไรก็ตาม เด็กมีความล่าช้าในทักษะด้านคณิตศาสตร์พื้นฐาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงตัวเลขกับจำนวนสิ่งของ การนับจำนวนแบบมีความหมาย และการเปรียบเทียบจำนวนมาก–น้อย เด็กอาจสับสนเมื่อต้องใช้ตัวเลขในสถานการณ์จริง จึงควรได้รับการส่งเสริมผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ใช้อุปกรณ์จริง และการฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาความเข้าใจด้านทักษะตัวเลขให้เหมาะสมกับวัย


แบบบันทึกการประชุมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน





วันที่ 12 เดือน ธันวาคม ปี 2568 

เวลา 12:00-15:00 สถานที่ โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์

ชื่อ-สกุล เด็กชายชวภณ ธนะศักดากร  

อายุ 6 ปี เพศ ชาย ชั้น อนุบาล 3/10 

ครูประจำชั้น ชื่อ-สกุล นางวัลนา ธรจักร

เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน เช่น แบบสอบถามใครเอ่ย สังคมมิติ แบบสังเกต   แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินพฤติกรรม แบบประเมินบุคลิกภาพ ฯลฯ  (ระบุ)

      - เครื่องที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤดิกรรมนักเรียน คือ แบบสังเกต

ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน เช่น ครูที่ปรึกษา ครูพี่เลี้ยง ครูแนะแนว เพื่อนนักเรียน รุ่นพี่ ฯลฯ ระบุ) 

       - ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน คือ ครูพี่เลี้ยง

พฤติกรรมที่ต้องการพัฒนา      

1.     พฤติกรรมการเรียนรู้ทักษะทางคณิตสาศตร์

2.     ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาด้านการรู้ค่าจำนวน 1-20

ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา สาเหตุที่เลือก (เลือกปัญหาพฤติกรรมที่ต้องพัฒนาหรือแก้ไขเร่งด่วน1ปัญหา)   - ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา คือ ทักษะการแก้ปัญหาด้านการรู้ค่าจำนวน 1-20 เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถจดจำตัวเลขและเข้าใจความหมายของจำนวนได้อย่างถูกต้องตามวัย เด็กมีความสับสนในการเรียงลำดับตัวเลข และไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเลขกับปริมาณของสิ่งของได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การนับจำนวน การบอกค่าตัวเลข และการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์พัฒนาการ ปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดยรวม เนื่องจากทักษะทางคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานสำคัญของการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเด็กขาดความเข้าใจในค่าของตัวเลข อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ไม่กล้าเข้าร่วมกิจกรรม และหลีกเลี่ยงการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ในห้องเรียน

ดังนั้น การศึกษาปัญหาทักษะทางคณิตศาสตร์ด้านการรู้ค่าตัวเลข 1–20 จึงมีความสำคัญ เพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม ใกล้ตัว และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจค่าของตัวเลข นับจำนวนได้อย่างถูกต้อง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากบุคลากรภายในโรงเรียน

            ข้อเสนอแนะจาก ครูพี่เลี้ยง นางวัลนา ธรจักร ตำแหน่ง ครู ประจำชั้นอนุบาล 3/10 ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ครูพี่เลี้ยงได้ให้ข้อเสนอแนะว่า นักเรียนควรได้รับการส่งเสริมและช่วยเหลือด้านพัฒนาการทางสติปัญญา โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ทั้งนี้ควรจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและพัฒนาทักษะได้อย่างเหมาะสม

1.          การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ด้านคณิตศาสตร์
ควรจัดกิจกรรมที่เน้นการนับจำนวน การจับคู่ตัวเลขกับจำนวนสิ่งของ และการเปรียบเทียบจำนวนมาก–น้อย โดยใช้สื่อที่เป็นรูปธรรมและใกล้ตัวเด็ก เช่น บล็อกตัวต่อ ลูกปัด ฝาขวด เมล็ดพืช หรือของเล่นในห้องเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงตัวเลขกับปริมาณของสิ่งของได้อย่างเป็นรูปธรรม

2.          การจัดการเรียนรู้แบบรายบุคคล
ครูควรดูแลและส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเริ่มจากกิจกรรมง่ายไปสู่กิจกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ให้เวลานักเรียนได้ฝึกซ้ำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและไม่รู้สึกกดดัน

3.          การใช้การเล่นเป็นฐานในการเรียนรู้ (Play-based Learning)
ควรบูรณาการทักษะทางคณิตศาสตร์ผ่านกิจกรรมการเล่น เช่น เกมนับจำนวน เกมจับคู่ภาพกับตัวเลข เกมเรียงลำดับ หรือกิจกรรมบทบาทสมมติในมุมร้านค้า เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ตัวเลขและจำนวนอย่างเป็นธรรมชาติ สนุกสนาน และเหมาะสมกับวัย

4.          การเสริมแรงทางบวกและสร้างแรงจูงใจ
ครูควรใช้การเสริมแรงทางบวก เช่น การชมเชย การให้กำลังใจ หรือการให้รางวัลเล็ก ๆ เมื่อเด็กสามารถทำกิจกรรมได้สำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจและทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ ลดความวิตกกังวลและความกลัวต่อการใช้ตัวเลข

5.          การติดตามและประเมินพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
ควรมีการสังเกต บันทึก และประเมินพัฒนาการของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามความก้าวหน้า และนำข้อมูลที่ได้มาปรับกิจกรรมหรือวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนแต่ละคน

6.          ความร่วมมือระหว่างครูและผู้ปกครอง
ควรสื่อสารและให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะตัวเลขของนักเรียนที่บ้าน เช่น การชวนเด็กนับของใช้รอบตัว การเล่นเกมตัวเลขง่าย ๆ หรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่องทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

        แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน (ควรเลือกแนวทางการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ใช่การลงโทษ)

นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียนได้เสนอแนวทางการช่วยเหลือและพัฒนานักเรียน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยของเด็กปฐมวัย ไม่ใช้วิธีการลงโทษ แต่เน้นการเข้าใจ พัฒนา และสนับสนุนศักยภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ รายละเอียดแนวทางมีดังนี้

1.          การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและบรรยากาศเชิงบวก
นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานควรสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจกับนักเรียน ผ่านการพูดคุยอย่างอ่อนโยน การรับฟัง และการแสดงความเข้าใจ เพื่อให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัย กล้าแสดงออก และพร้อมเรียนรู้

2.          การใช้การเสริมแรงทางบวก
ส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมด้วยการชมเชย ให้กำลังใจ หรือการให้รางวัลเชิงสัญลักษณ์ เช่น สติ๊กเกอร์ หรือคำชม เมื่อเด็กพยายามทำกิจกรรมหรือมีพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจและความภาคภูมิใจในตนเอง

3.          การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น
นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานควรจัดกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) โดยบูรณาการทักษะด้านคณิตศาสตร์พื้นฐาน เช่น การนับ การจับคู่ และการเปรียบเทียบจำนวน ผ่านเกมหรือกิจกรรมที่สนุกและเหมาะสมกับวัย เพื่อช่วยลดความกังวลและส่งเสริมการเรียนรู้ตามธรรมชาติ

4.          การจัดกิจกรรมแบบค่อยเป็นค่อยไป
เริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ ที่นักเรียนสามารถทำได้ เพื่อสร้างความมั่นใจ ก่อนเพิ่มระดับความยากอย่างเหมาะสม พร้อมให้เวลานักเรียนฝึกซ้ำ และให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดโดยไม่กดดัน

5.          การใช้การสังเกตและสะท้อนพฤติกรรม
นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานควรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนพฤติกรรมด้วยคำพูดเชิงบวก เช่น ชี้ให้เด็กเห็นความพยายามของตนเอง เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้การปรับพฤติกรรมด้วยความเข้าใจมากกว่าการบังคับ

6.          การใช้กิจวัตรและข้อตกลงในห้องเรียน
ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้และปฏิบัติตามข้อตกลงง่าย ๆ ในห้องเรียน ผ่านการเตือนอย่างสุภาพและสม่ำเสมอ เพื่อสร้างวินัยในตนเองโดยไม่ใช้การลงโทษ

7.          การทำงานร่วมกับครูประจำชั้น
นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานควรปรึกษาและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับครูประจำชั้นเกี่ยวกับพฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียน เพื่อนำแนวทางที่เหมาะสมไปใช้ร่วมกันอย่างสอดคล้อง


แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน




รายการเยี่ยมบ้าน ครั้งที่ 1

วันที่ 12 เดือน ธันวาคม พ.ศ 2568

ชื่อ - สกุลนักเรียน เด็กชายชวภณ ธนะศักดากร ชั้น อนุบาล 3/10

ชื่อผู้ปกครอง นายอนุชา ธนะศักดากร  มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น พ่อ 

ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0812610015  Line 0812610015 Facebook Auiismileman

ชื่อ บิดา นายอนุชา ธนะศักดากร ชื่อ มารดา นางสาวจิรยา พวงงาม 

ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0892032327 Line 0892032327 Facebook Amm Jariya


1. บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง (ใช้การสังเกต)

บ้านของนักเรียนตั้งอยู่ในชุมชน มีลักษณะเป็นบ้านที่ใช้พื้นที่ด้านหน้าประกอบกิจการค้าขายหรือเก็บสินค้า บริเวณโดยรอบมีความเป็นระเบียบพอสมควร มีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัว สภาพแวดล้อมโดยรวมปลอดภัย สามารถเข้าถึงได้สะดวก และมีผู้คนอาศัยอยู่ใกล้เคียง ทำให้เด็กมีโอกาสพบปะและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในชุมชน

2. บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต)

ภายในบ้านมีการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสม มีอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พื้นที่ใช้สอยมีความสะอาด เป็นสัดส่วน และเอื้อต่อการอยู่อาศัยของเด็ก มีมุมสำหรับนั่งพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว แสดงให้เห็นถึงการดูแลจัดการภายในบ้านอย่างเหมาะสม

3. บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครอง/บิดา มารดา (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

ผู้ปกครองมีท่าทีเป็นมิตร เปิดเผย และให้ความร่วมมือกับครูและนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานเป็นอย่างดี มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนอย่างตั้งใจ แสดงออกถึงความเอาใจใส่ ดูแล และใกล้ชิดกับบุตรหลาน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว

4. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

ผู้ปกครองมีทัศนคติเชิงบวกต่อนักเรียน ให้ความรัก ความอบอุ่น และการดูแลอย่างใกล้ชิด ยอมรับในศักยภาพและความแตกต่างของนักเรียน พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยในพัฒนาการด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะด้านที่นักเรียนยังต้องได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติม

5. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

ผู้ปกครองมีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียนและครู ให้ความเชื่อมั่นในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน พร้อมให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและปฏิบัติตามคำแนะนำของครู เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนอย่างเหมาะสม

6. บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน)

ผู้ปกครองเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้ที่บ้าน เช่น การทำการบ้านหรือกิจกรรมเสริมทักษะตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การฝึกทักษะทางวิชาการอาจยังไม่เป็นระบบต่อเนื่อง เนื่องจากภาระงานของผู้ปกครอง นักเรียนมักเรียนรู้ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวันและการเล่นเป็นหลัก

7. บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

นักเรียนสามารถเข้ากลุ่มและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านได้อย่างเหมาะสม รู้จักการแบ่งปัน การรอคอย และการปฏิบัติตามกติกาในการเล่นร่วมกัน จากการสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและนักเรียน พบว่า บรรยากาศในการเล่นเป็นไปอย่างเป็นกันเอง ผู้ใหญ่ในชุมชนให้การดูแลและคอยสังเกตความปลอดภัยขณะเด็กทำกิจกรรม ส่งผลให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคม การสื่อสาร และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมตามวัย

8. บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

นักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัว ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองและสมาชิกในบ้าน มีปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่น เช่น การพูดคุย การช่วยเหลือ และการทำกิจกรรมร่วมกัน ส่งผลให้เด็กมีความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยทางอารมณ์

9. แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครอง

ผู้ปกครองแสดงความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของนักเรียน โดยยินดีรับคำแนะนำจากครูเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ เช่น การฝึกทักษะพื้นฐานผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การจัดเวลาให้เด็กได้เรียนรู้เพิ่มเติมที่บ้าน รวมถึงการสื่อสารและติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนร่วมกับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะ -


ภาพการเยี่ยมบ้าน

ภาพถ่ายนักเรียนกับผู้ปกครอง


บรรยากาศในการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียน การให้ข้อมูลดังกล่าวมีส่วนช่วยให้ครูเข้าใจบริบทชีวิต ความเป็นอยู่ และพฤติกรรมของนักเรียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนดูแล ส่งเสริม และพัฒนานักเรียนให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละบุคคล



สมาชิกในครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีท่าทีเอาใจใส่ พูดคุย และดูแลซึ่งกันและกัน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีภายในครัวเรือน เด็กนักเรียนได้รับการดูแลจากบิดา มารดา และพี่ชายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เด็กมีความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และเอื้อต่อการพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา



บิดา มารดา และพี่ชายมีท่าทีเป็นกันเอง ดูแลเอาใจใส่นักเรียนอย่างใกล้ชิด แสดงถึงการให้ความสำคัญกับครอบครัวและบุตรหลาน ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงบรรยากาศครอบครัวที่อบอุ่น ปลอดภัย และเอื้อต่อการส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา


สรุปการสะท้อนคิดในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน



1. ท่านคิดว่าแนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้จากโรงเรียน (ข้อมูลจาก 9.1) ร่วมกับผู้ปกครอง (ข้อมูลจาก 9.2)

จะสามารถพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนได้หรือไม่ได้ เพราะเหตุใด (การวางแผน)

- ได้ เพาะปัจจัยสำคัญที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้นจะได้จับผลสำเร็จบรรลุตามจุดประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น ปัญจัยสำคัญคือได้รับคำแนะนำจากมผู้ริหารครูพี่เลี้ยง และผู้ปกครองในการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับเด็ก

2. หากจะทำการศึกษานักเรียนคนนี้อย่างต่อเนื่องท่านจะมีแนวทางในการช่วยเหลือ พัฒนาและแก้ปัญหาของ นักเรียนคนนี้อย่างไรบ้าง (เขียนให้เห็นถึงกระบวนการ วิธีการและความร่วมมือจากทุกฝ่าย) (วางแผน)

1. ฝึกการนับจำนวน 1-20 ทุกวัน

2. ทดลองการถามตอบตัวเลข 1-20

3. ทำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่ครูจัดทำขึ้น

4. ทำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และเล่นเกมเกี่ยวกับจำนวน 1-20 เสริม

     การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินและพัฒนาผู้เรียนช่วยให้การติดตามพัฒนาการของผู้เรียนเป็นไปอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ปกครองเป็นผู้ใกล้ชิดและเข้าใจบริบทของผู้เรียนมากที่สุด การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูและผู้ปกครองทำให้สามารถวางแผนส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนได้สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของแต่ละบุคคล

จากการสะท้อนคิดดังกล่าว ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างบ้านและสถานศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


ภาพกิจกรรมแก้ปัญหาทักษะทางคณิตศาสตร์

การรู้ค่าตัวเลข 1-20



เด็กได้เรียนรู้การบวกและลบจำนวนอย่างง่ายผ่านสื่อที่เป็นรูปธรรม เช่น การเพิ่มหรือลดจำนวนของสิ่งของหรือภาพประกอบ กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมทักษะการคิด การแก้ปัญหา และความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของจำนวน โดยไม่เน้นการคำนวณเชิงนามธรรม แต่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง



เด็กจะหมุนวงล้อที่มีรูปสัตว์พร้อมตัวเลขกำกับ เมื่อวงล้อหยุด เด็กจะสังเกตรูปสัตว์และตัวเลขที่ปรากฏ แล้วปฏิบัติกิจกรรมตามที่กำหนด เช่น การนับจำนวนหรือการหยิบสิ่งของตามตัวเลขที่ได้ กิจกรรมนี้ช่วยให้เด็กเชื่อมโยงตัวเลขกับจำนวน ฝึกการรอคอย การยับยั้งชั่งใจ และความสนใจจดจ่อ



เด็กได้ฝึกการนับจำนวนสิ่งของจริง เช่น บัตรภาพ บัตรตัวเลข โดยนับทีละอย่างเป็นลำดับ กิจกรรมนี้ช่วยพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับลำดับตัวเลข การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง และความหมายของตัวเลข ช่วยวางรากฐานทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานให้เหมาะสมกับวัย



ภาพกิจกรรมในชั้นเรียน



การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กจากการหยิบ จับ และติดชิ้นงาน พร้อมทั้งเรียนรู้คำศัพท์หรือแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมทักษะด้านสติปัญญา การสังเกต การฟังคำแนะนำ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น



กิจกรรมปลูกถั่วงอกช่วยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกความรับผิดชอบ ความอดทน และการรอคอยผลลัพธ์ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการสังเกต การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เมื่อเด็กได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมล็ดถั่วที่ค่อย ๆ เจริญเติบโต นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 


กิจกรรมศิลปะต้นไม้ติดกระดาษช่วยส่งเสริมพัฒนาการหลายด้าน เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กจากการหยิบจับและติดชิ้นงาน ฝึกสมาธิ ความอดทน และความคิดสร้างสรรค์ เด็กสามารถเลือกสี รูปทรง และจัดวางองค์ประกอบตามจินตนาการของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ สร้างความภาคภูมิใจในผลงาน และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับครูในบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่นและเหมาะสมกับวัย


ส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน การใช้เมาส์หรืออุปกรณ์ควบคุมอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เด็กได้ฝึกสมาธิ การวางแผน และการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นภาพ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้เทคโนโลยี และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก


กิจกรรมออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะ EF ที่แตกต่างกัน เช่น การยับยั้งชั่งใจ การจดจ่อใส่ใจ การจดจำเพื่อใช้งาน การวางแผน การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เด็กได้ฝึกการรอคอย ปฏิบัติตามกติกา รับฟังความคิดเห็นของเพื่อน และช่วยกันทำภารกิจให้สำเร็จ



กิจกรรมเสริมทักษะ EF แบบทำงานเป็นทีมช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม ทำให้เด็กเรียนรู้การควบคุมตนเอง การสื่อสาร และการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความสามัคคี ความรับผิดชอบ และทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการมีส่วนร่วม




ส่งเสริมพัฒนาการหลายด้าน เด็กได้ฝึกทักษะการฟังและความเข้าใจภาษาอังกฤษ ฝึกสมาธิ การจดจ่อ และการปฏิบัติตามคำสั่ง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาประสาทสัมผัสจากการใช้มือสัมผัสสิ่งของโดยไม่ใช้สายตา รวมถึงส่งเสริมความกล้าแสดงออก ความมั่นใจ และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงในบรรยากาศที่สนุกสนานและเป็นมิตร



นักเรียนใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมวาดภาพในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นภาพโรงเรียนตามจินตนาการของตนเอง ภายใต้การแนะนำและดูแลจากครูอย่างใกล้ชิด


กิจกรรมกลางแจ้ง




ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย โดยเฉพาะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว และการประสานสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับการเคลื่อนไหว เด็กได้ฝึกสมาธิ ความอดทน และความพยายามเมื่อต้องควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเอง นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความกล้าแสดงออก ผ่านการออกกำลังกายและการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างเหมาะสม



เด็กได้ขยับร่างกายหมุนฮูล่าฮูบรอบลำตัวตามคำแนะนำของครู กิจกรรมดำเนินไปในบรรยากาศสนุกสนานและปลอดภัย เหมาะสมกับวัย




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ปรับBlog

  ปรับBlog 1.เพิ่มเติมในส่วนสรุปการสะท้อนคิดของชิ้นงาน 2.เพิ่มเติมแหล่งที่มาเพราะส่วนใหญ่เป็นไฟล์รายงาน 3.เพิ่มเติมในการเป็นที่ปรึกษา Blog  ...