หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568

การเขียนบันทึกประจำวัน *

การเขียนบันทึกประจำวัน  

การเขียนบันทึกประจำวัน (ข้อมูลในภาคเรียนนั้น ๆ)



บันทึกประจำวันฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

วัน เดือน ปี : 11 ธันวาคม 2568

โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์

ในวันนี้ข้าพเจ้าได้เข้าปฏิบัติงานในสถานศึกษาและมีส่วนร่วมในกิจกรรมประจำวันตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเย็น เริ่มจากการเข้าแถวเคารพธงชาติ เพื่อปลูกฝังระเบียบวินัยและความมีระเบียบเรียบร้อยให้แก่นักเรียน จากนั้นได้ช่วยครูประจำชั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในช่วงเช้า ได้แก่ การสอนตัวอักษร ก–ฮ ตัวเลข 1–100 และกิจกรรมเสริมทักษะพื้นฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็ก

ต่อมาได้ร่วมดูแลนักเรียนในกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ซึ่งช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติจริง และการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนอย่างเหมาะสมกับวัย

ในช่วงสาย ข้าพเจ้าได้ช่วยครูประจำชั้นจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมีการสอนเกี่ยวกับ วัฏจักรของพืช เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ขั้นตอนการเจริญเติบโตของพืชอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่ระยะเมล็ด การงอก จนถึงการเจริญเติบโต เด็กได้เรียนรู้ผ่านการอธิบายประกอบสื่อและการซักถาม ทำให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นได้จัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยให้นักเรียนได้ ลงมือปฏิบัติกิจกรรมปลูกถั่วงอก ข้าพเจ้าได้ช่วยแนะนำขั้นตอน ดูแลความเรียบร้อย และสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน พบว่านักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้น และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี กิจกรรมดังกล่าวช่วยให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และเห็นการเปลี่ยนแปลงของพืชจากการลงมือทำจริง กิจกรรมเกมการศึกษา โดยสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก พบว่าเด็กมีความสนใจ กระตือรือร้น และสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ดี รวมทั้งเริ่มแสดงออกถึงการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาเบื้องต้น จากนั้นได้ช่วยดูแลเด็กในช่วงรับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อน เพื่อส่งเสริมสุขนิสัยที่ดีและการดูแลตนเอง

ช่วงบ่ายตื่นจากนอนได้ร่วมจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพิ่มเติม เด็กสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ แสดงออกทางอารมณ์ และพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กได้เป็นอย่างดี ก่อนเลิกเรียน ข้าพเจ้าได้ช่วยครูดูแลเด็กในการเตรียมตัวกลับบ้าน และร่วมปฏิบัติงานธุรการและงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

บันทึกสะท้อนการจัดการเรียนการสอน (เกี่ยวกับการสอน 1 ชิ้น)

หัวข้อกิจกรรม: วัฏจักรของพืช และกิจกรรมปลูกถั่วงอก

วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้

  1. เพื่อให้นักเรียนเข้าใจวัฏจักรของพืชอย่างเป็นขั้นตอน

  2. เพื่อพัฒนาทักษะการสังเกต การคิด และการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ

  3. เพื่อปลูกฝังความรับผิดชอบและความเอาใจใส่ต่อสิ่งมีชีวิต

ลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอน

ครูอธิบายเนื้อหาเกี่ยวกับวัฏจักรของพืชโดยใช้สื่อภาพและคำถามกระตุ้นความคิด จากนั้นให้นักเรียนร่วมกิจกรรมปลูกถั่วงอก โดยให้นักเรียนเตรียมเมล็ดถั่ว ดูแลรดน้ำ และสังเกตการเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโตในแต่ละวัน

กระบวนการประเมินผล (ออกแบบโดยนักศึกษา)

การสังเกตพฤติกรรม

  1. ความสนใจและการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
  2. ความตั้งใจและความรับผิดชอบในการดูแลถั่วงอก

การประเมินจากการปฏิบัติจริง

  1. ความถูกต้องของขั้นตอนการปลูกถั่วงอก
  2. ความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมตามคำแนะนำ

การซักถามและการสนทนา

  1. การตอบคำถามเกี่ยวกับวัฏจักรของพืช
  2. การเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของถั่วงอกที่สังเกตได้

การประเมินจากผลงาน/การบันทึก

  1. ภาพวาดหรือการเล่าขั้นตอนการเจริญเติบโตของพืช
  2. การสื่อสารความเข้าใจของนักเรียนด้วยภาษาของตนเอง

ผลการประเมิน

นักเรียนส่วนใหญ่สามารถอธิบายวัฏจักรของพืชได้ เข้าใจขั้นตอนการปลูกถั่วงอก และแสดงความสนใจในการดูแลพืชอย่างต่อเนื่อง มีความรับผิดชอบและมีความสุขกับการเรียนรู้

ข้อคิดและการพัฒนา

การจัดกิจกรรมปลูกถั่วงอกควบคู่กับการสอนวัฏจักรของพืช เป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย ช่วยให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และทำให้ผู้สอนเห็นพัฒนาการของผู้เรียนได้อย่างชัดเจน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


สรุปสะท้อนคิด

     การเขียนบันทึกประจำวันจากการปลูกถั่วงอกช่วยให้ได้ฝึกการสังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของพืชอย่างต่อเนื่อง ทำให้เข้าใจขั้นตอนการเจริญเติบโตและเห็นความสำคัญของความรับผิดชอบ ความอดทน และการดูแลอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังสามารถนำประสบการณ์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม


ภาพการสอนวัฏจักรของพืช
ภาพการอธิบายขั้นตอนทำกิจกรรมปลูกถั่วงอก

ภาพการช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล

ภาพการแจกเมล็ดให้เด็ก

ภาพการเติมน้ำใส่อีกครั้งหลังใส่เมล็ดแล้ว

ภาพการสังเกต แนะนำ พูดคุย และดูแลเด็กขณะทำกิจกรรม

ภาพหลังทำกิจกรรมเสร็จถ่ายรวมกับเด็กๆ 

ภาพเด็กๆโชว์ผลงาน

ป้ายนิเทศสื่อการสอน

อุปกรณ์สำหรับทำกิจกรรมปลูกถั่วงอก


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

แบบฝึกหัด : เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย*

แบบฝึกหัด : เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย


https://drive.google.com/file/d/1Zhf8UIS48SXGhtnmTcJ0NBKLxvBWIQIm/view?usp=drivesdk














สรุปสะท้อนคิด
      จากการทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของการประเมินที่เหมาะสมกับวัยและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ได้เรียนรู้ว่าการประเมินควรอาศัยการสังเกตอย่างต่อเนื่องและหลากหลายวิธี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน

ประสบการณ์จากการทำแบบฝึกหัดครั้งนี้ ช่วยให้ตระหนักถึงบทบาทของครูในการใช้ผลการประเมินเพื่อพัฒนาเด็กอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงเพื่อการตัดสินผลการเรียน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้และการดูแลเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ





วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย*

 เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

          เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ครูเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างรอบด้านและเป็นรายบุคคล การประเมินอย่างเป็นระบบช่วยให้ครูมองเห็นความสามารถ จุดเด่น และด้านที่ควรส่งเสริมของเด็กได้ชัดเจน อีกทั้งยังช่วยติดตามความก้าวหน้าของพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่ได้จากการประเมินสามารถนำไปใช้วางแผนและปรับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมกับศักยภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก นอกจากนี้ การประเมินพัฒนาการยังช่วยให้ครูสามารถค้นหาและแก้ไขปัญหาพัฒนาการได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และใช้เป็นข้อมูลในการสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าเด็กทำสิ่งใดได้หรือไม่ได้ แต่เป็นกระบวนการสั่งสมข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจในตัวเด็กอย่างรอบด้าน โดยมีเทคนิคสำคัญ 9 ประการที่เกื้อหนุนกันดังนี้

1. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Observation) ถือเป็นหัวใจของการประเมินเด็กเล็ก เนื่องจากพฤติกรรมคือภาษาที่เด็กสื่อสารออกมาได้เป็นธรรมชาติที่สุด ครูต้องวางแผนการสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยต้องเตรียมเครื่องมือบันทึกให้พร้อม และใช้หลักการบันทึกเฉพาะสิ่งที่ "ตามองเห็น" (Facts) เท่านั้น ไม่ใส่ความรู้สึกหรือคำขยายความที่เป็นการตัดสินเด็ก (เช่น "เด็กเกเร" หรือ "เด็กน่ารัก") การสังเกตต้องทำต่อเนื่องสม่ำเสมอในหลายสถานการณ์ ทั้งขณะเล่นอิสระ การทำกิจกรรมกลุ่ม หรือการทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้เห็นความคงเส้นคงวาของพฤติกรรม

หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

  1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตให้ชัดเจน และวางแผนการสังเกตอย่างเป็นระบบ

  2. เตรียมความพร้อมของผู้สังเกต รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือและแบบบันทึกการสังเกตให้เหมาะสม

  3. ควรสังเกตเด็กครั้งละ 1 คน โดยจัดช่วงเวลาการสังเกตและช่วงพักสลับกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและไม่รบกวนเด็กมากเกินไป

  4. บันทึกเฉพาะพฤติกรรมที่สามารถมองเห็นได้จริง หากมีการแปลความหรือการตีความพฤติกรรม ควรแยกบันทึกไว้ต่างหากอย่างชัดเจน

การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

  1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็ก และค้นหาศักยภาพด้านต่าง ๆ เพื่อนำไปส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน

  2. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคล

  3. เพื่อตรวจสอบและติดตามความก้าวหน้าของพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง

  4. เพื่อศึกษาพัฒนาการของเด็กในด้านใดด้านหนึ่งอย่างละเอียด

  5. เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมหรือพัฒนาการของเด็ก

  6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรายงานแก่ผู้ปกครองหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง

  7. เพื่อรวบรวมข้อมูลจัดทำแฟ้มประวัติเด็ก สำหรับการแนะแนวหรือส่งต่อไปยังระดับชั้นที่สูงขึ้น

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

การสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างมีระบบ สามารถจำแนกได้ 2 ประเภท ตามเกณฑ์ ดังนี้

1. เกณฑ์ด้านระบบ ได้แก่

  • การสังเกตแบบธรรมชาติ
  • การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2. เกณฑ์ด้านบุคคล ได้แก่

  • การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็ก
  • การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มเด็ก

    ข้อดีของการสังเกต

    1. เด็กไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านการอ่านและการเขียน

    2. เด็กแสดงพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ

    3. กิจกรรมประจำวันของเด็กสามารถดำเนินไปตามปกติ

    4. ครูได้รับข้อมูลโดยตรงจากการสังเกตจริง

    5. เป็นวิธีการที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับในการประเมินเด็กปฐมวัย

    ข้อจำกัดของการสังเกต

    1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกภายในของเด็กได้โดยตรง จำเป็นต้องสังเกตหลายครั้งจึงจะเข้าใจพฤติกรรมของเด็กได้ชัดเจน

    2. ผลการสังเกตอาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดมุ่งหมาย และการตีความพฤติกรรม

    3. ต้องใช้ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการสังเกตค่อนข้างมาก

    4. อาจทำได้ยากในขณะที่ครูต้องมีปฏิสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก


                                         ตัวอย่าง แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม


    2. การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ครูเข้าถึง "โลกภายใน" ของเด็ก ทั้งความคิด ความรู้สึก และเจตคติ การสัมภาษณ์เด็กปฐมวัยต้องอาศัยทักษะการสร้างความคุ้นเคย (Rapport) เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจ ครูอาจเลือกใช้การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างเพื่อเน้นความเป็นธรรมชาติ หรือแบบกึ่งมีโครงสร้างสำหรับครูมือใหม่เพื่อช่วยคุมประเด็นให้ครบถ้วน สิ่งสำคัญคือการเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ขัดจังหวะ และใช้คำถามปลายเปิดที่กระตุ้นให้เด็กเล่าเรื่องราวมากกว่าการตอบเพียง "ใช่" หรือ "ไม่"


    ตัวอย่าง แบบสัมภาษณ์

    เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนที่ช่วยสร้างความเข้าใจเด็กมากขึ้น แบ่งเป็น 3 ประเภท

    แบบมีโครงสร้าง: ใช้คำถามที่เตรียมไว้แน่นอน เช่น "หนูกลัวสิ่งใดมากที่สุด?" 



    แบบไม่มีโครงสร้าง: สนทนาทั่วไปตามการตอบสนองของเด็ก 



    แบบกึ่งมีโครงสร้าง: มีคำถามหลักและจดคำถามเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นระหว่างคุย (เหมาะสำหรับมือใหม่)

     

    หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์

    1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์ให้ชัดเจน พร้อมวางแผนการสัมภาษณ์ เช่น สัมภาษณ์ในประเด็นใด สัมภาษณ์ใคร และต้องการทราบพัฒนาการของเด็กในด้านใด

    2. เตรียมความพร้อมด้านผู้สัมภาษณ์ เครื่องมือ รูปแบบคำถาม และสถานที่ให้เหมาะสมกับบริบทและวัยของเด็ก
    3. ในระหว่างการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ และไม่ชี้นำคำตอบ
    4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม ด้วยท่าทีเป็นมิตร เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีและไม่กดดัน

    ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
    1. ควรใช้คำถามที่ตรงตามจุดมุ่งหมาย ชัดเจน และไม่ซับซ้อนหรือยากเกินไปสำหรับวัยของเด็ก
    2. ควรให้เวลาเด็กในการตอบคำถามอย่างเพียงพอ ไม่เร่งรัดหรือกดดัน
    3. ผู้สัมภาษณ์ควรสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ความคุ้นเคย และใช้ภาษาที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก
    4. การตีความและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ควรพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากวิธีการประเมินรูปแบบอื่น ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน


    3. การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก (Child's Anecdotes) เป็นการจดบันทึกเหตุการณ์สั้นๆ ที่เป็นจุดเด่นหรือมีนัยสำคัญต่อพัฒนาการ เช่น คำพูดที่แสดงถึงความเข้าใจในเรื่องตรรกะ หรือคำพูดที่แสดงความเห็นอกเห็นใจเพื่อน บันทึกนี้ช่วยให้ครูเห็นกระบวนการคิดของเด็กที่ลึกซึ้งขึ้น ช่วยให้ครู "มองเห็น" ตัวตนของเด็กแต่ละคนผ่านภาษาที่เขาเลือกใช้ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพที่หาไม่ได้จากการทำแบบทดสอบ

    การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

    การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู โดยมีประโยชน์ดังนี้

    1. ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนและการสะท้อนการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง

    2. ส่งเสริมให้ครูมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    3. ทำให้ครูมีความเข้าใจและสามารถมองเห็นภาพพจน์ของเด็กที่ตนสอนได้ชัดเจนมากขึ้น

     

    ตัวอย่าง การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก


    4. การเขียนบันทึกประจำวัน (Daily Journal / Teacher Reflection) เน้นที่การบันทึกประสบการณ์ในชั้นเรียนผ่านมุมมองของครู เป็นการสะท้อนย้อนคิด (Reflection) เพื่อตรวจสอบว่าแผนการจัดประสบการณ์ที่ครูออกแบบมานั้น บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ เด็กได้รับประสบการณ์ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ และครูต้องปรับปรุงการสอนของตนอย่างไร บันทึกนี้จึงเป็นเครื่องมือพัฒนาทั้งตัวเด็กและตัวครูไปพร้อมๆ กัน

    การเขียนบันทึกของครู

    การเขียนบันทึกของครูเป็นกระบวนการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับ (Reflection) จากการจัดการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์และพิจารณาการสอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีประสิทธิผลมากกว่าการเขียนบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว

    การเขียนบันทึกควรเริ่มจากการทบทวนว่า ในแต่ละวันมีประเด็นสำคัญใดบ้างที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการเรียนรู้ และบันทึกประเด็นเหล่านั้นไว้เพื่อใช้ในการสะท้อนตนเองและพัฒนาการสอนต่อไป

    ประเด็นในการสะท้อนตนเองของครู

    1. ครูมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในครั้งนั้นหรือไม่ มีประเด็นใดที่พึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ
    2. สิ่งใดที่ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว และสิ่งใดที่ควรปรับปรุงแก้ไข พร้อมแนวทางในการปรับปรุงการสอน
    3. กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากแผนที่วางไว้หรือไม่ หากแตกต่าง เกิดจากสาเหตุใด
    4. เด็กได้รับหรือไม่ได้รับประสบการณ์ตามที่ครูตั้งใจจัดให้หรือไม่ พร้อมระบุเหตุผลหรือหลักฐานที่สนับสนุนข้อสรุปนั้น


                                                          ตัวอย่าง การเขียนบันทึกประจำวัน


     

    5. การใช้แบบประเมินพัฒนาการ (Checklists / Rating Scales) เป็นเครื่องมือตรวจสอบมาตรฐานพัฒนาการตามช่วงวัย โดยอ้างอิงจากทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก วิธีนี้ช่วยให้ครูทำงานได้รวดเร็วและเห็นภาพรวมความก้าวหน้าในเชิงเปรียบเทียบ เช่น การวัดทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ (การยืนขาเดียว, การกระโดด) หรือทักษะสังคม (การรู้จักแบ่งปัน) อย่างไรก็ตาม ต้องระวังไม่ใช้เพียง Checklist อย่างเดียวตัดสินเด็ก แต่ต้องมองควบคู่ไปกับรายละเอียดจากการสังเกตด้วย


    ตัวอย่าง การใช้แบบสำรวจรายการ

    ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กวัย 3–4 ปี

    ชื่อนักเรียน .........................................................
    วันเดือนปีเกิด .....................................................
    อายุ ............ ปี ............ เดือน

    แบบประเมินนี้ใช้สำหรับประเมินพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กวัย 3–4 ปี โดยการสังเกตพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกในกิจกรรมต่าง ๆ ตามรายการที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้ประเมินจะพิจารณาให้คะแนนตามระดับความสามารถของเด็ก ดังเกณฑ์ต่อไปนี้



    เกณฑ์การให้คะแนน

    3 คะแนน หมายถึง เด็กมีพัฒนาการอยู่ในระดับดี

    2 คะแนน หมายถึง เด็กมีพัฒนาการอยู่ในระดับปานกลาง

    1 คะแนน หมายถึง เด็กมีพัฒนาการอยู่ในระดับควรปรับปรุง

    ผลการประเมินที่ได้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กให้เหมาะสมกับรายบุคคลต่อไป

    ข้อดีของการใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists)

    1. ช่วยประหยัดเวลาในการประเมิน และสามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
    2. มีความยืดหยุ่นสูง สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์ และตีความข้อมูล
    3. สามารถดำเนินการประเมินได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในครั้งเดียว
    4. รูปแบบไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการทำความเข้าใจและการฝึกอบรมบุคลากร
    5. สามารถใช้ติดตามความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็กในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้

    ข้อจำกัดของการใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists)

    1. สามารถประเมินพฤติกรรมได้ในขอบเขตที่จำกัด
    2. ผู้ประเมินต้องใช้ความรอบคอบในการทบทวน สะท้อนความคิด วิเคราะห์ และตีความข้อมูล
    3. ไม่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมที่มีความซับซ้อนหรือมีรายละเอียดเชิงลึก


    6. การทำสังคมมิติ (Sociogram) เครื่องมือนี้ใช้ประเมินความสัมพันธ์ทางสังคมในกลุ่ม ทำให้ครูทราบว่าใครเป็นจุดเด่น ใครชอบแยกตัว หรือใครเป็นคู่หูที่เล่นด้วยกันบ่อยๆ นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะ (เช่น ใครเอ่ยช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?) และ การสร้างภาพทางสังคม(เช่น ถ้าเลือกเพื่อนมานั่งข้างๆ ได้ หนูจะเลือกใคร?) ข้อมูลที่ได้จะนำมาเขียนเป็นแผนผังความสัมพันธ์เพื่อจัดกิจกรรมเสริมทักษะสังคม 

    เครื่องมือสังคมมิติ

    เครื่องมือสังคมมิติเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก โดยนิยมใช้วิธีการหลัก 2 วิธี ดังนี้

    1. การทายลักษณะ

    เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้เด็กสะท้อนความคิดเห็นหรือการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น ตัวอย่างคำถาม เช่น

    • “ใครเอ่ย…?”

    • “ใครเอ่ย หวงของเล่น?”

    • “ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของอยู่เสมอ?”

    2. การสร้างภาพทางสังคม

    เป็นการตั้งสถานการณ์สมมติ เพื่อให้เด็กแสดงความคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตัวอย่างคำถาม เช่น

    • “ถ้า…… หนูจะ……?”

    • “ถ้าหนูสามารถเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้าง ๆ ได้ หนูจะเลือกใคร?”


      ตัวอย่าง การทำสังคมมิติ



    7. การใช้แบบทดสอบ (Testing) แม้เด็กปฐมวัยจะไม่เหมาะกับการสอบแข่งขัน แต่การใช้แบบทดสอบ (ทั้งแบบครูสร้างเองที่เป็นเกม/กิจกรรม และแบบทดสอบมาตรฐาน) ยังจำเป็นสำหรับการ "คัดกรอง" และ "ตรวจสอบความพร้อม" เพื่อดูว่าเด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเกณฑ์หรือไม่ หรือต้องการการส่งเสริมด้านใดเป็นพิเศษ ครูต้องระมัดระวังเรื่องบรรยากาศการทดสอบที่ไม่ควรทำให้เด็กเกิดความเครียด

    ประเภทของแบบทดสอบ

    แบบทดสอบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

    1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made Test)
      เป็นแบบทดสอบที่ครูจัดทำขึ้นเพื่อมุ่งวัดผลการเรียนรู้จากการจัดการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของบทเรียนเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและผู้เรียนในชั้นเรียน

    2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard Test)
      เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผลโดยเฉพาะ โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางที่ใช้ร่วมกันในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้ผลการประเมินมีมาตรฐานและสามารถเปรียบเทียบได้

    เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

    1. พิจารณาความจำเป็นของการทดสอบ รวมถึงจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการทดสอบให้ชัดเจน

    2. พิจารณาลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ เพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม โดยควรวิเคราะห์จุดเด่นและข้อจำกัดของแบบทดสอบอย่างรอบคอบ เพื่อสื่อความหมายและตีความผลการทดสอบแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างระมัดระวัง

    3. พิจารณาคุณภาพของแบบทดสอบในด้านความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรง

    4. พิจารณาความเหมาะสมของแบบทดสอบกับสภาพแวดล้อมและบริบทใกล้ตัวเด็ก

    พิจารณาความเหมาะสมและความสะดวกในการนำแบบทดสอบไปใช้จริง


               ตัวอย่าง แบบทดสอบ 

               แบบทดสอบเลือกคำตอบทางคณิตศาสตร์ 

                                    
                                                          แบบทดสอบตั้งคำถามทางภาษาไทย 



                                                          แบบทดสอบการวาดภาพทางภาษาไทย 

    8. การใช้แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolio) คือการเก็บรวบรวมหลักฐานการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง แฟ้มผลงานไม่ใช่ที่เก็บเศษกระดาษ แต่เป็นที่แสดงความพยายาม ความก้าวหน้า และความภูมิใจของเด็ก ครูควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกผลงาน และสะท้อนความคิดว่า "ทำไมเขาถึงชอบงานชิ้นนี้" ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการประเมินตนเอง (Self-evaluation) ตั้งแต่ยังเล็ก

    ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก

    1. มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหาให้สอดคล้องกับพัฒนาการและบริบทของเด็กแต่ละคน

    2. สามารถรวบรวมข้อมูลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในด้านต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน

    3. มุ่งเน้นการสะท้อนความสามารถ ศักยภาพ หรือจุดเด่นของเด็กเป็นสำคัญ

    4. เอื้อต่อการประเมินพัฒนาการเด็กในรูปแบบที่หลากหลาย

    5. เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผลงานเพื่อนำมาจัดเก็บในแฟ้ม

    6. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน

    7. จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการประเมินพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินผลในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง

    8. จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการติดตาม วิเคราะห์ และพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก

    ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก

    1. สำหรับเด็ก แฟ้มผลงานช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ส่งเสริมความภาคภูมิใจในความสามารถของตน และกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

    2. สำหรับครู แฟ้มผลงานช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ วางแผนการจัดการเรียนรู้ และปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล

    3. สำหรับผู้ปกครอง แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและพัฒนาเด็กอย่างเหมาะสม


    9. การใช้สารนิทัศน์ (Documentation) เป็นกระบวนการรวบรวมหลักฐานพฤติกรรมและการเรียนรู้เพื่อนำมาวิเคราะห์และเผยแพร่ เช่น การใช้ภาพถ่ายสะท้อนข้อมูล (Photo Reflection) การจดบันทึกคำพูด (Transcription) และการนำเสนอผลงานผ่านบอร์ดนิทรรศการ สารนิทัศน์ช่วยทำให้กระบวนการเรียนรู้ที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ (Making learning visible) ทั้งต่อตัวเด็กเอง เพื่อน พ่อแม่ และผู้บริหาร

    กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์

    1. การเตรียมความพร้อม

    1. รวบรวมวัสดุ อุปกรณ์ และสื่อที่จำเป็นต่อการจัดทำสารนิทัศน์
    2. กำหนดเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์ให้ชัดเจน
    3. วางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และเตรียมความพร้อมเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ

    2. การรวบรวมข้อมูล

    1. บันทึกข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง และการมีปฏิสัมพันธ์
    2. บันทึกภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก
    3. รวบรวมผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
    4. รวบรวมข้อมูลหรือหลักฐานจากการสะท้อนตนเองของเด็กและครูเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้

    3. การจัดแสดงสารนิทัศน์

    1. จัดแสดงข้อมูลและผลงานอย่างเป็นระบบ มีความสวยงามและน่าสนใจ
    2. จัดรูปแบบการนำเสนอในลักษณะคล้ายการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง สามารถเห็นพัฒนาการและกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างชัดเจน

    ประเภทของสารนิทัศน์

    1. สารนิทัศน์การบรรยายประสบการณ์
      เป็นการเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

    2. สารนิทัศน์การสังเกตพัฒนาการ
      เป็นการบันทึกผลการสังเกตพัฒนาการของเด็กในด้านต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ

    3. สารนิทัศน์แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
      เป็นการรวบรวมผลงานที่เด็กสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าและศักยภาพของเด็ก

    4. สารนิทัศน์ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม
      เน้นการนำเสนอผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กทั้งในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม

    5. สารนิทัศน์การสะท้อนตนเอง
      เป็นการบันทึกการสะท้อนความคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้


      แหล่งที่มา : ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต. (2567). เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย [เอกสารประกอบการบรรยาย]. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.







    การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินและพัฒนาผู้เรียน *

     

    การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินและพัฒนาผู้เรียน




    ข้อมูลส่วนตัว
    1. ชื่อ - สกุล เด็กชาย ชวภณ ธนะศักดากร
    2. ชื่อ-สกุล Chawaphon Thanasakdakorn
    3. ชื่อเล่น เอซี
    4. รหัสประจําตัวนักเรียน -
    5. รหัสประจําตัวประชาชน -
    6. รหัสประจําบ้าน -
    7. วัน/เดือน/ปี เกิด 20 พฤศจิกายน 2562
    8. ที่อยู่ปัจจุบัน 400 ม.14 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
    9. สัญชาติ ไทย เชื้อชาติ ไทย นับถือศาสนา พุทธ
    10. ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3/10โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์
    11. ชื่อ - สกุล บิดา นายอนุชา ธนะศักดากร
    12. ชื่อ - สกุล มารดา นางสาวจิรยาพวงงาม

    ข้อมูลพัฒนาการ 4 ด้าน

    ด้านร่างกาย
    เด็กมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การเจริญเติบโตเป็นไปตามเกณฑ์อายุ น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในระดับเหมาะสม สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่วและมีความสัมพันธ์กันของอวัยวะ เช่น การวิ่ง การกระโดด การทรงตัว และการเคลื่อนไหวตามจังหวะ นอกจากนี้ เด็กมีพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่เหมาะสม สามารถจับดินสอ วาดภาพ ระบายสี ตัดกระดาษ และทำกิจกรรมที่ต้องอาศัยความละเอียดได้ดี เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ เช่น รับประทานอาหาร แต่งกาย เข้าห้องน้ำ และดูแลสุขอนามัยของตนเองได้ตามวัย

    ด้านอารมณ์และจิตใจ
    เด็กสามารถรับรู้และแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสม มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก และมีความภูมิใจในผลงานของตนเอง เด็กสามารถแสดงความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ หรือเสียใจได้อย่างเหมาะสม เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ เด็กสามารถควบคุมอารมณ์และปรับตัวได้ในระดับหนึ่ง โดยยังต้องได้รับการดูแลและคำแนะนำจากครูเป็นครั้งคราว

    ด้านสังคม
    เด็กมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้อย่างเหมาะสม ปฏิบัติตามกติกาและข้อตกลงของกลุ่ม รู้จักการรอคอย การแบ่งปัน และการช่วยเหลือผู้อื่น เด็กมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เช่น การเก็บของเล่น การดูแลอุปกรณ์การเรียน และการเข้าร่วมกิจกรรมของห้องเรียน สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ดี

    ด้านสติปัญญา
    เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร สามารถพูดเป็นประโยคและเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มีความสนใจในการเรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรมในห้องเรียน อย่างไรก็ตาม เด็กมีความล่าช้าในทักษะด้านคณิตศาสตร์พื้นฐาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงตัวเลขกับจำนวนสิ่งของ การนับจำนวนแบบมีความหมาย และการเปรียบเทียบจำนวนมาก–น้อย เด็กอาจสับสนเมื่อต้องใช้ตัวเลขในสถานการณ์จริง จึงควรได้รับการส่งเสริมผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ใช้อุปกรณ์จริง และการฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาความเข้าใจด้านทักษะตัวเลขให้เหมาะสมกับวัย


    แบบบันทึกการประชุมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน





    วันที่ 12 เดือน ธันวาคม ปี 2568 

    เวลา 12:00-15:00 สถานที่ โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์

    ชื่อ-สกุล เด็กชายชวภณ ธนะศักดากร  

    อายุ 6 ปี เพศ ชาย ชั้น อนุบาล 3/10 

    ครูประจำชั้น ชื่อ-สกุล นางวัลนา ธรจักร

    เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน เช่น แบบสอบถามใครเอ่ย สังคมมิติ แบบสังเกต   แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินพฤติกรรม แบบประเมินบุคลิกภาพ ฯลฯ  (ระบุ)

          - เครื่องที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤดิกรรมนักเรียน คือ แบบสังเกต

    ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน เช่น ครูที่ปรึกษา ครูพี่เลี้ยง ครูแนะแนว เพื่อนนักเรียน รุ่นพี่ ฯลฯ ระบุ) 

           - ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน คือ ครูพี่เลี้ยง

    พฤติกรรมที่ต้องการพัฒนา      

    1.     พฤติกรรมการเรียนรู้ทักษะทางคณิตสาศตร์

    2.     ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาด้านการรู้ค่าจำนวน 1-20

    ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา สาเหตุที่เลือก (เลือกปัญหาพฤติกรรมที่ต้องพัฒนาหรือแก้ไขเร่งด่วน1ปัญหา)   - ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา คือ ทักษะการแก้ปัญหาด้านการรู้ค่าจำนวน 1-20 เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถจดจำตัวเลขและเข้าใจความหมายของจำนวนได้อย่างถูกต้องตามวัย เด็กมีความสับสนในการเรียงลำดับตัวเลข และไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเลขกับปริมาณของสิ่งของได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การนับจำนวน การบอกค่าตัวเลข และการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์พัฒนาการ ปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดยรวม เนื่องจากทักษะทางคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานสำคัญของการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเด็กขาดความเข้าใจในค่าของตัวเลข อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ไม่กล้าเข้าร่วมกิจกรรม และหลีกเลี่ยงการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ในห้องเรียน

    ดังนั้น การศึกษาปัญหาทักษะทางคณิตศาสตร์ด้านการรู้ค่าตัวเลข 1–20 จึงมีความสำคัญ เพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม ใกล้ตัว และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจค่าของตัวเลข นับจำนวนได้อย่างถูกต้อง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

    แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากบุคลากรภายในโรงเรียน

                ข้อเสนอแนะจาก ครูพี่เลี้ยง นางวัลนา ธรจักร ตำแหน่ง ครู ประจำชั้นอนุบาล 3/10 ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ครูพี่เลี้ยงได้ให้ข้อเสนอแนะว่า นักเรียนควรได้รับการส่งเสริมและช่วยเหลือด้านพัฒนาการทางสติปัญญา โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ทั้งนี้ควรจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและพัฒนาทักษะได้อย่างเหมาะสม

    1.          การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ด้านคณิตศาสตร์
    ควรจัดกิจกรรมที่เน้นการนับจำนวน การจับคู่ตัวเลขกับจำนวนสิ่งของ และการเปรียบเทียบจำนวนมาก–น้อย โดยใช้สื่อที่เป็นรูปธรรมและใกล้ตัวเด็ก เช่น บล็อกตัวต่อ ลูกปัด ฝาขวด เมล็ดพืช หรือของเล่นในห้องเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงตัวเลขกับปริมาณของสิ่งของได้อย่างเป็นรูปธรรม

    2.          การจัดการเรียนรู้แบบรายบุคคล
    ครูควรดูแลและส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเริ่มจากกิจกรรมง่ายไปสู่กิจกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ให้เวลานักเรียนได้ฝึกซ้ำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและไม่รู้สึกกดดัน

    3.          การใช้การเล่นเป็นฐานในการเรียนรู้ (Play-based Learning)
    ควรบูรณาการทักษะทางคณิตศาสตร์ผ่านกิจกรรมการเล่น เช่น เกมนับจำนวน เกมจับคู่ภาพกับตัวเลข เกมเรียงลำดับ หรือกิจกรรมบทบาทสมมติในมุมร้านค้า เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ตัวเลขและจำนวนอย่างเป็นธรรมชาติ สนุกสนาน และเหมาะสมกับวัย

    4.          การเสริมแรงทางบวกและสร้างแรงจูงใจ
    ครูควรใช้การเสริมแรงทางบวก เช่น การชมเชย การให้กำลังใจ หรือการให้รางวัลเล็ก ๆ เมื่อเด็กสามารถทำกิจกรรมได้สำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจและทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ ลดความวิตกกังวลและความกลัวต่อการใช้ตัวเลข

    5.          การติดตามและประเมินพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
    ควรมีการสังเกต บันทึก และประเมินพัฒนาการของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามความก้าวหน้า และนำข้อมูลที่ได้มาปรับกิจกรรมหรือวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนแต่ละคน

    6.          ความร่วมมือระหว่างครูและผู้ปกครอง
    ควรสื่อสารและให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะตัวเลขของนักเรียนที่บ้าน เช่น การชวนเด็กนับของใช้รอบตัว การเล่นเกมตัวเลขง่าย ๆ หรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่องทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

            แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน (ควรเลือกแนวทางการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ใช่การลงโทษ)

    นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียนได้เสนอแนวทางการช่วยเหลือและพัฒนานักเรียน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยของเด็กปฐมวัย ไม่ใช้วิธีการลงโทษ แต่เน้นการเข้าใจ พัฒนา และสนับสนุนศักยภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ รายละเอียดแนวทางมีดังนี้

    1.          การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและบรรยากาศเชิงบวก
    นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานควรสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจกับนักเรียน ผ่านการพูดคุยอย่างอ่อนโยน การรับฟัง และการแสดงความเข้าใจ เพื่อให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัย กล้าแสดงออก และพร้อมเรียนรู้

    2.          การใช้การเสริมแรงทางบวก
    ส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมด้วยการชมเชย ให้กำลังใจ หรือการให้รางวัลเชิงสัญลักษณ์ เช่น สติ๊กเกอร์ หรือคำชม เมื่อเด็กพยายามทำกิจกรรมหรือมีพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจและความภาคภูมิใจในตนเอง

    3.          การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น
    นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานควรจัดกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) โดยบูรณาการทักษะด้านคณิตศาสตร์พื้นฐาน เช่น การนับ การจับคู่ และการเปรียบเทียบจำนวน ผ่านเกมหรือกิจกรรมที่สนุกและเหมาะสมกับวัย เพื่อช่วยลดความกังวลและส่งเสริมการเรียนรู้ตามธรรมชาติ

    4.          การจัดกิจกรรมแบบค่อยเป็นค่อยไป
    เริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ ที่นักเรียนสามารถทำได้ เพื่อสร้างความมั่นใจ ก่อนเพิ่มระดับความยากอย่างเหมาะสม พร้อมให้เวลานักเรียนฝึกซ้ำ และให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดโดยไม่กดดัน

    5.          การใช้การสังเกตและสะท้อนพฤติกรรม
    นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานควรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนพฤติกรรมด้วยคำพูดเชิงบวก เช่น ชี้ให้เด็กเห็นความพยายามของตนเอง เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้การปรับพฤติกรรมด้วยความเข้าใจมากกว่าการบังคับ

    6.          การใช้กิจวัตรและข้อตกลงในห้องเรียน
    ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้และปฏิบัติตามข้อตกลงง่าย ๆ ในห้องเรียน ผ่านการเตือนอย่างสุภาพและสม่ำเสมอ เพื่อสร้างวินัยในตนเองโดยไม่ใช้การลงโทษ

    7.          การทำงานร่วมกับครูประจำชั้น
    นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานควรปรึกษาและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับครูประจำชั้นเกี่ยวกับพฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียน เพื่อนำแนวทางที่เหมาะสมไปใช้ร่วมกันอย่างสอดคล้อง


    แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน




    รายการเยี่ยมบ้าน ครั้งที่ 1

    วันที่ 12 เดือน ธันวาคม พ.ศ 2568

    ชื่อ - สกุลนักเรียน เด็กชายชวภณ ธนะศักดากร ชั้น อนุบาล 3/10

    ชื่อผู้ปกครอง นายอนุชา ธนะศักดากร  มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น พ่อ 

    ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0812610015  Line 0812610015 Facebook Auiismileman

    ชื่อ บิดา นายอนุชา ธนะศักดากร ชื่อ มารดา นางสาวจิรยา พวงงาม 

    ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0892032327 Line 0892032327 Facebook Amm Jariya


    1. บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง (ใช้การสังเกต)

    บ้านของนักเรียนตั้งอยู่ในชุมชน มีลักษณะเป็นบ้านที่ใช้พื้นที่ด้านหน้าประกอบกิจการค้าขายหรือเก็บสินค้า บริเวณโดยรอบมีความเป็นระเบียบพอสมควร มีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัว สภาพแวดล้อมโดยรวมปลอดภัย สามารถเข้าถึงได้สะดวก และมีผู้คนอาศัยอยู่ใกล้เคียง ทำให้เด็กมีโอกาสพบปะและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในชุมชน

    2. บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต)

    ภายในบ้านมีการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสม มีอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พื้นที่ใช้สอยมีความสะอาด เป็นสัดส่วน และเอื้อต่อการอยู่อาศัยของเด็ก มีมุมสำหรับนั่งพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว แสดงให้เห็นถึงการดูแลจัดการภายในบ้านอย่างเหมาะสม

    3. บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครอง/บิดา มารดา (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

    ผู้ปกครองมีท่าทีเป็นมิตร เปิดเผย และให้ความร่วมมือกับครูและนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานเป็นอย่างดี มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนอย่างตั้งใจ แสดงออกถึงความเอาใจใส่ ดูแล และใกล้ชิดกับบุตรหลาน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว

    4. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

    ผู้ปกครองมีทัศนคติเชิงบวกต่อนักเรียน ให้ความรัก ความอบอุ่น และการดูแลอย่างใกล้ชิด ยอมรับในศักยภาพและความแตกต่างของนักเรียน พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยในพัฒนาการด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะด้านที่นักเรียนยังต้องได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติม

    5. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

    ผู้ปกครองมีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียนและครู ให้ความเชื่อมั่นในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน พร้อมให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและปฏิบัติตามคำแนะนำของครู เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนอย่างเหมาะสม

    6. บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน)

    ผู้ปกครองเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้ที่บ้าน เช่น การทำการบ้านหรือกิจกรรมเสริมทักษะตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การฝึกทักษะทางวิชาการอาจยังไม่เป็นระบบต่อเนื่อง เนื่องจากภาระงานของผู้ปกครอง นักเรียนมักเรียนรู้ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวันและการเล่นเป็นหลัก

    7. บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

    นักเรียนสามารถเข้ากลุ่มและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านได้อย่างเหมาะสม รู้จักการแบ่งปัน การรอคอย และการปฏิบัติตามกติกาในการเล่นร่วมกัน จากการสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและนักเรียน พบว่า บรรยากาศในการเล่นเป็นไปอย่างเป็นกันเอง ผู้ใหญ่ในชุมชนให้การดูแลและคอยสังเกตความปลอดภัยขณะเด็กทำกิจกรรม ส่งผลให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคม การสื่อสาร และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมตามวัย

    8. บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)

    นักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัว ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองและสมาชิกในบ้าน มีปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่น เช่น การพูดคุย การช่วยเหลือ และการทำกิจกรรมร่วมกัน ส่งผลให้เด็กมีความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยทางอารมณ์

    9. แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครอง

    ผู้ปกครองแสดงความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของนักเรียน โดยยินดีรับคำแนะนำจากครูเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ เช่น การฝึกทักษะพื้นฐานผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การจัดเวลาให้เด็กได้เรียนรู้เพิ่มเติมที่บ้าน รวมถึงการสื่อสารและติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนร่วมกับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

    ข้อเสนอแนะ -


    ภาพการเยี่ยมบ้าน

    ภาพถ่ายนักเรียนกับผู้ปกครอง


    บรรยากาศในการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียน การให้ข้อมูลดังกล่าวมีส่วนช่วยให้ครูเข้าใจบริบทชีวิต ความเป็นอยู่ และพฤติกรรมของนักเรียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนดูแล ส่งเสริม และพัฒนานักเรียนให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละบุคคล



    สมาชิกในครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีท่าทีเอาใจใส่ พูดคุย และดูแลซึ่งกันและกัน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีภายในครัวเรือน เด็กนักเรียนได้รับการดูแลจากบิดา มารดา และพี่ชายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เด็กมีความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และเอื้อต่อการพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา



    บิดา มารดา และพี่ชายมีท่าทีเป็นกันเอง ดูแลเอาใจใส่นักเรียนอย่างใกล้ชิด แสดงถึงการให้ความสำคัญกับครอบครัวและบุตรหลาน ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงบรรยากาศครอบครัวที่อบอุ่น ปลอดภัย และเอื้อต่อการส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา


    สรุปการสะท้อนคิดในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน



    1. ท่านคิดว่าแนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้จากโรงเรียน (ข้อมูลจาก 9.1) ร่วมกับผู้ปกครอง (ข้อมูลจาก 9.2)

    จะสามารถพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนได้หรือไม่ได้ เพราะเหตุใด (การวางแผน)

    - ได้ เพาะปัจจัยสำคัญที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้นจะได้จับผลสำเร็จบรรลุตามจุดประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น ปัญจัยสำคัญคือได้รับคำแนะนำจากมผู้ริหารครูพี่เลี้ยง และผู้ปกครองในการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับเด็ก

    2. หากจะทำการศึกษานักเรียนคนนี้อย่างต่อเนื่องท่านจะมีแนวทางในการช่วยเหลือ พัฒนาและแก้ปัญหาของ นักเรียนคนนี้อย่างไรบ้าง (เขียนให้เห็นถึงกระบวนการ วิธีการและความร่วมมือจากทุกฝ่าย) (วางแผน)

    1. ฝึกการนับจำนวน 1-20 ทุกวัน

    2. ทดลองการถามตอบตัวเลข 1-20

    3. ทำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่ครูจัดทำขึ้น

    4. ทำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และเล่นเกมเกี่ยวกับจำนวน 1-20 เสริม

         การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินและพัฒนาผู้เรียนช่วยให้การติดตามพัฒนาการของผู้เรียนเป็นไปอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ปกครองเป็นผู้ใกล้ชิดและเข้าใจบริบทของผู้เรียนมากที่สุด การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูและผู้ปกครองทำให้สามารถวางแผนส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนได้สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของแต่ละบุคคล

    จากการสะท้อนคิดดังกล่าว ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างบ้านและสถานศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


    ภาพกิจกรรมแก้ปัญหาทักษะทางคณิตศาสตร์

    การรู้ค่าตัวเลข 1-20



    เด็กได้เรียนรู้การบวกและลบจำนวนอย่างง่ายผ่านสื่อที่เป็นรูปธรรม เช่น การเพิ่มหรือลดจำนวนของสิ่งของหรือภาพประกอบ กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมทักษะการคิด การแก้ปัญหา และความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของจำนวน โดยไม่เน้นการคำนวณเชิงนามธรรม แต่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง



    เด็กจะหมุนวงล้อที่มีรูปสัตว์พร้อมตัวเลขกำกับ เมื่อวงล้อหยุด เด็กจะสังเกตรูปสัตว์และตัวเลขที่ปรากฏ แล้วปฏิบัติกิจกรรมตามที่กำหนด เช่น การนับจำนวนหรือการหยิบสิ่งของตามตัวเลขที่ได้ กิจกรรมนี้ช่วยให้เด็กเชื่อมโยงตัวเลขกับจำนวน ฝึกการรอคอย การยับยั้งชั่งใจ และความสนใจจดจ่อ



    เด็กได้ฝึกการนับจำนวนสิ่งของจริง เช่น บัตรภาพ บัตรตัวเลข โดยนับทีละอย่างเป็นลำดับ กิจกรรมนี้ช่วยพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับลำดับตัวเลข การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง และความหมายของตัวเลข ช่วยวางรากฐานทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานให้เหมาะสมกับวัย



    ภาพกิจกรรมในชั้นเรียน



    การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กจากการหยิบ จับ และติดชิ้นงาน พร้อมทั้งเรียนรู้คำศัพท์หรือแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมทักษะด้านสติปัญญา การสังเกต การฟังคำแนะนำ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น



    กิจกรรมปลูกถั่วงอกช่วยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกความรับผิดชอบ ความอดทน และการรอคอยผลลัพธ์ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการสังเกต การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เมื่อเด็กได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมล็ดถั่วที่ค่อย ๆ เจริญเติบโต นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 


    กิจกรรมศิลปะต้นไม้ติดกระดาษช่วยส่งเสริมพัฒนาการหลายด้าน เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กจากการหยิบจับและติดชิ้นงาน ฝึกสมาธิ ความอดทน และความคิดสร้างสรรค์ เด็กสามารถเลือกสี รูปทรง และจัดวางองค์ประกอบตามจินตนาการของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ สร้างความภาคภูมิใจในผลงาน และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับครูในบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่นและเหมาะสมกับวัย


    ส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน การใช้เมาส์หรืออุปกรณ์ควบคุมอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เด็กได้ฝึกสมาธิ การวางแผน และการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นภาพ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้เทคโนโลยี และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก


    กิจกรรมออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะ EF ที่แตกต่างกัน เช่น การยับยั้งชั่งใจ การจดจ่อใส่ใจ การจดจำเพื่อใช้งาน การวางแผน การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เด็กได้ฝึกการรอคอย ปฏิบัติตามกติกา รับฟังความคิดเห็นของเพื่อน และช่วยกันทำภารกิจให้สำเร็จ



    กิจกรรมเสริมทักษะ EF แบบทำงานเป็นทีมช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม ทำให้เด็กเรียนรู้การควบคุมตนเอง การสื่อสาร และการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความสามัคคี ความรับผิดชอบ และทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการมีส่วนร่วม




    ส่งเสริมพัฒนาการหลายด้าน เด็กได้ฝึกทักษะการฟังและความเข้าใจภาษาอังกฤษ ฝึกสมาธิ การจดจ่อ และการปฏิบัติตามคำสั่ง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาประสาทสัมผัสจากการใช้มือสัมผัสสิ่งของโดยไม่ใช้สายตา รวมถึงส่งเสริมความกล้าแสดงออก ความมั่นใจ และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงในบรรยากาศที่สนุกสนานและเป็นมิตร



    นักเรียนใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมวาดภาพในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นภาพโรงเรียนตามจินตนาการของตนเอง ภายใต้การแนะนำและดูแลจากครูอย่างใกล้ชิด


    กิจกรรมกลางแจ้ง




    ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย โดยเฉพาะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว และการประสานสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับการเคลื่อนไหว เด็กได้ฝึกสมาธิ ความอดทน และความพยายามเมื่อต้องควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเอง นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความกล้าแสดงออก ผ่านการออกกำลังกายและการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างเหมาะสม



    เด็กได้ขยับร่างกายหมุนฮูล่าฮูบรอบลำตัวตามคำแนะนำของครู กิจกรรมดำเนินไปในบรรยากาศสนุกสนานและปลอดภัย เหมาะสมกับวัย




    ปรับBlog

      ปรับBlog 1.เพิ่มเติมในส่วนสรุปการสะท้อนคิดของชิ้นงาน 2.เพิ่มเติมแหล่งที่มาเพราะส่วนใหญ่เป็นไฟล์รายงาน 3.เพิ่มเติมในการเป็นที่ปรึกษา Blog  ...